ภัย! อินเทอร์เน็ต ดัชนีฉุดขายตรงดิ่งเหว
ทั้งนี้ อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อที่ทำให้คนทั่วโลกสามารถติดต่อถึงกันได้แบบปฏิสัมพันธ์ กล่าวคือ ผู้รับและผู้ส่งข้อมูลสามารถสื่อสารและโต้ตอบข้อความกันได้ทันที ในรูปแบบมัลติมีเดีย อีกทั้งยังลดข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาและสถานที่ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และการทำธุรกิจ ผู้ซื้อและผู้ขายได้รับความสะดวกในการซื้อขายและการโฆษณาสินค้าหรือบริการอินเทอร์เน็ตทำให้การประกอบธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือ “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” มีประสิทธิภาพและได้รับความนิยมในปัจจุบันมากขึ้น
จากการศึกษาข้อมูล สถิติเรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตข้อมูล ณ 31 ธันวาคม 2551 พบว่ามีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก 1,581,571,589 คน ขณะที่ย้อนกลับไปในปี 2543 พบว่า มีผู้ใช้ 360,985,492 คน 8 ปีมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 338.1% สำหรับประเทศไทย มีผู้ใช้ 13,416,000 คน ในปี 2543 มี 2,300,000 คน เพิ่มขึ้น 483.3%
อย่างไรก็ดี การใช้อินเทอร์เน็ตอาจจะถูกนำไปใช้ในแง่ลบเพื่อหลอกลวงบุคคล เช่นเดียวกันกับการซื้อขายตามปกติ เนื่องด้วยผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตในการทำธุรกรรม อาจไม่ทราบตัวบุคคลของผู้ที่ติดต่อว่าเป็นบุคคลใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน
สำหรับ “การหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต” ที่โยงใย และส่งผลเสียแก่ธุรกิจขายตรงมากที่สุด จากการสำรวจของ “เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค” พบว่าส่วนหนึ่งมาจากการเปิดซื้อขายสินค้าทั่วไป (General Merchandise) เป็นการซื้อขายสินค้าที่ไม่ได้ผ่านการประมูล แต่สินค้าที่เสนอขายนั้น เมื่อมีการซื้อขายกันแล้วไม่มีการส่งสินค้าจริงหรือรายละเอียดที่ให้ไว้นั้นไม่ถูกต้อง ซึ่งส่วนหนึ่งสินค้าที่ทำการซื้อขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตดังกล่าวมีสินค้าจากธุรกิจขายตรงรวมอยู่ด้วย
สำหรับวิธีการป้องกันในส่วนของการหลอกลวงรูปแบบนี้ มีหลักการง่าย ๆ อยู่ 4 ประการ คือ
การรู้จักบริษัทที่เราจะทำการติดต่อซื้อขายด้วยอยู่ เพื่อให้แน่ใจควรติดต่อกับบริษัทที่อยู่ในประเทศหรือบริษัทที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักมากกว่าที่จะเป็นบริษัทที่ตั้งอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตและไม่คุ้นเคย
การเข้าใจข้อเสนอ นั่นคือ การตรวจสอบข้อเสนอที่มีการแจ้งไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน และควรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนที่ไม่แน่ใจ และควรมีการตรวจสอบราคา วันที่จัดส่งเงื่อนไขในการคืนการยกเลิกสัญญาและการรับรองสินค้า และควร ปริ้นท์ข้อมูลเหล่านั้นเก็บไว้ด้วย
การตรวจสอบประวัติของบริษัทที่เราทำการติดต่อ โดยสอบถามข้อมูลจากหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท
ไม่ควรรีบตัดสินใจ ควรระมัดระวัง ใช้เวลาในการตัดสินใจให้ดี ความรีบเร่งอันเกิดจากการกดดันของผู้ขายนั้น อาจทำให้ตัดสินใจพลาดได้ง่าย
สำหรับ “การหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต” ที่โยงใย และส่งผลเสียแก่ธุรกิจขายตรง ต่อมาคือ การหลอกลวงให้ประกอบธุรกิจที่บ้าน (Work-at-Home)
ลักษณะการหลอกลวง : บริษัทที่หลอกลวงจะเชิญชวนให้ผู้ต้องการประกอบธุรกิจทางอินเทอร์เน็ตหรือธุรกิจด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ สมัครเป็นสมาชิกเพื่อทำธุรกิจ โดยผู้บริโภคมีเพียงเครื่องคอมพิวเตอร์และสามารถใช้อินเทอร์เน็ตจากที่บ้านได้ และมักอ้างว่าธุรกิจประเภทนี้เป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผู้บริโภคจะไม่ได้รับคำแนะนำในการทำธุรกิจ ไม่มีข้อมูลธุรกิจ ที่ชัดเจนหรือไม่ทราบว่าตนอาจไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ เลย ผู้ถูกหลอกลวงจะถูกเรียกเก็บเงินค่าสมาชิกหรือซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อเริ่มทำธุรกิจ
ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ : ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนตามที่มีการกล่าวอ้าง และอาจต้องสูญเสียเงินจากการลงทุนอีกด้วย
วิธีการป้องกัน : ผู้ที่ต้องการลงทุนหรือต้องการเป็นเจ้าของกิจการ ควรศึกษาหรือสอบถามรายละเอียดของประเภทธุรกิจที่จะลงทุนการจ่ายเงินค่าตอบแทนที่ผู้บริโภคจะได้รับ มีกำหนดเวลาที่แน่นอนรวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จะต้องจ่ายในการเริ่มต้นทำธุรกิจ และผู้บริโภคควรระวังไม่หลงเชื่อคำเชิญชวนของผู้ที่อ้างว่าเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้จำนวนมากภายในระยะเวลาสั้นๆ
ส่วน “การหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต” ที่โยงใย และส่งผลเสียแก่ธุรกิจขายตรง ที่ยืนยงและถาวร อีกรูปแบบคงหนีไม่พ้น “การหลอกลวงโฆษณาหรือขายยามหัศจรรย์” (Miracle Products)
ลักษณะการหลอกลวง : การโฆษณาหรือขายยาทางอินเทอร์เน็ตที่อ้างสรรพคุณว่าสามารถรักษาโรคหรืออาการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง หรือสามารถบรรเทาความเจ็บป่วยได้ภายในระยะเวลาอันสั้น และมักอ้างว่ายาเหล่านี้ได้รับการรับรองหรือการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว
ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ : ผู้ป่วยที่ซื้อยาดังกล่าวโดยเชื่อว่าสามารถรักษาความเจ็บป่วยได้ อาจต้องสูญเสียเงินหรือโอกาสในการได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง นอกจากนั้น ยังอาจได้รับอันตรายจากการใช้ยาเหล่านั้นด้วย
วิธีการป้องกัน : การใช้ยารักษาโรคควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น
ท้ายที่สุด “การหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต” ที่โยงใย และส่งผลเสียแก่ธุรกิจขายตรงมากที่สุด คือ การหลอกลวงโดยใช้การตลาดหรือการขายแบบตรง (Multilevel Marketing Plans/Pyramids) นั่นเอง
ลักษณะการหลอกลวง : การหลอกลวงในลักษณะนี้คล้ายคลึงกับการนำสื่อโฆษณาในการทำตลาดหรือการขายตรง โดยมีการชักชวนให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วมเป็นสมาชิกในเครือข่ายธุรกิจ โดยการกล่าวอ้างว่าผู้ขายจะได้รับสิทธิ์ในการจำหน่ายสินค้าหลายชนิดและได้รับผลประโยชน์จากการขายสินค้าหรือชักชวนบุคคลอื่นเข้ามาเป็นตัวแทนขายตรง เป็นทอดๆ ทำให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์จริงมีจำนวนน้อยราย
ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ : ผู้บริโภคที่เข้าร่วมเครือข่ายจะต้องชำระค่าสมาชิกจำนวนหนึ่ง แต่จะไม่มีรายได้ประจำแต่อย่างใด รายได้ของผู้บริโภคจึงไม่แน่นอนและมักจะไม่ได้รับผลประโยชน์ตามที่ผู้หลอกลวงกล่าวอ้าง เพราะไม่สามารถขายสินค้าได้ตามเป้าหมาย
วิธีการป้องกัน : ถ้าเป็นการเชิญชวนทางอินเทอร์เน็ต ผู้บริโภคควรระมัดระวังในการสมัครเป็นสมาชิกหรือตัวแทนจำหน่ายสินค้า ที่ต้องหาสมาชิกรายอื่นเพิ่มขึ้น หรือต้องจำหน่ายสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูงให้ได้ตามยอดจำหน่ายที่กำหนด เพราะอาจถูกหลอกลวงได้
ถึงวันนี้อินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการขยายฐานตลาดให้กับธุรกิจขายตรงเกือบทุกบริษัทไปแล้ว แต่ประเด็นที่น่าสะพรึงกลัวกว่าก็คือ กลุ่มธุรกิจขายตรงที่ไม่จดทะเบียนผ่าน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. คือกลุ่มใหม่ที่จะเข้ามาสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจขายตรงทั้งทางตรงและทางอ้อมอันเนื่องมาจาก ยังมีช่องว่างทางกฎหมายให้ธุรกิจขายตรงนั้นสามารถเปิดผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตจาก สคบ. อีกต่อไป ซึ่งตรงส่วนนี้มีความเป็นห่วงในเรื่องของความโปร่งใสของธุรกิจที่อาจมีการแอบแฝงในลักษณะการหลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่างๆ ดังนั้นภาครัฐเองจึงควรเร่งหามาตรการเข้ามาจัดระเบียบ หรือกำกับดูแลโดยด่วน ก่อนที่จะสายเกินแก้