นพ.สุพจน์ สัมฤทธิวณิชชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลยันฮี     รพ.ยันฮี รุกสู่ตลาดด้านการรักษาโรคอย่างเต็มตัว ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท ในการขยายศูนย์โรคหัวใจแบบครบวงจร คาดจะเปิดเป็นศูนย์ครบวงจรทั้ง 36 ศูนย์ เพื่อรองรับการขยายตัวของโรงพยาบาลเอกชน
     นพ.สุพจน์ สัมฤทธิวณิชชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลยันฮี เปิดเผยหลังเซ็นสัญญาซื้อเครื่องมือแพทย์ว่า การจะเปิดเป็นศูนย์ครบวงจรไม่ว่าจะเป็นด้านใด จะต้องมีความพร้อมทั้งในเรื่องของพื้นที่และโครงสร้าง ซึ่งโรงพยาบาลยันฮีถือว่ามีความพร้อมและครบในทุกเรื่องของการพัฒนาศักยภาพ เพื่อเป็นศูนย์ครบวงจร หลังจากที่ประสบความสำเร็จจากการผลักดันโรงพยาบาลให้มีชื่อเสียงด้านความงามจนเป็นศูนย์ครบวงจรแห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชีย และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
     เพื่อรองรับการขยายตัวของโรงพยาบาลภาคเอกชน จึงได้มีการพัฒนาและผลักดันโรงพยาบาลให้ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำด้านการรักษาโรคอย่างเต็มตัว ด้วยทางโรงพยาบาลมีศูนย์รักษาโรคทั้งหมด 36 ศูนย์ โดยคาดว่าจะมีการพัฒนาให้เป็นศูนย์ครบวงจรทั้ง 36 ศูนย์ เนื่องจากมั่นใจในศักยภาพและความพร้อมของทีมแพทย์และเครื่องมืออันทันสมัยนอกจากศูนย์ด้านความงามแล้ว ศูนย์ครบวงจรด้านรักษาโรค ศูนย์แรกที่เปิดคือศูนย์ด้านทันตกรรม และศูนย์ที่ 2 ที่กำลังจะเปิดคือ ศูนย์โรคหัวใจ “Dear Heart Center” พร้อมกันนี้ก็ได้มีการเซ็นสัญญาซื้อเครื่องมือแพทย์แล้ว
     นพ.สุพจน์ กล่าวว่า “โรคหัวใจเป็นโรคที่มีความเสี่ยงสูง และจากสถิติข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็ง และมีแนวโน้มว่าคนไทยในเมืองจะมีคนเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจเฉลี่ย 30 คนต่อวัน และจากสถิติของผู้ป่วยที่เข้ามาทำการรักษาในโรงพยาบาลยันฮีวันละประมาณ 1,500-2,000 คน มีผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจเข้ามารักษาและรับการวินิจฉัยวันละประมาณ 1,500-2,000 คน มีผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจเข้ามารักษาและรับการวินิจฉัยถึงวันละ 10-20 ราย”
     การเปิดเป็นศูนย์โรคหัวใจแบบครบวงจรในครั้งนี้ถือเป็นศูนย์ที่ 2 ใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ในการขยายพื้นที่และซื้อเครื่องมือ ซึ่งคาดว่าจะเป็นศูนย์โรคหัวใจที่ครบวงจรภายใน 2 ปี นี้ โดยมีความพร้อมในการให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหัวใจหลอดเลือดอย่างครบวงจร โรคหัวใจที่มีความผิดปกติมาแต่กำเนิด, โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ, ความผิดปกติของไฟฟ้าหัวใจ มีความพร้อมในการให้การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยการขยายบอลลูล และการผ่าตัดขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญและเครื่องมืออันทันสมัย
     ทั้งนี้ ได้มีการรองรับการขยายตัวของผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ด้วยการสร้างตึกผู้ป่วยนอกขึ้นมารองรับอีก 1 ตึก จำนวน 15 ชั้น โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 400 ล้านบาท และในปี 2553 นี้คาดว่าจะมีการเปิดศูนย์โรคกระดูกและศูนย์เด็กแบบครบวงจรอีก 2 ศูนย์ และสร้างอาคารผู้ป่วยในอีก 1 อาคารโดยคาดว่าจะใช้งบประมาณในการก่อสร้างอีกประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งสามารถรองรับผู้ป่วยได้ถึง 200 เตียง เพื่อรองรับความพร้อมในการเปิดเป็นศูนย์ครบวงจร โดยคนไข้ที่ผ่าตัดหัวใจอย่างน้อยก็ต้องมีการนอนพักในโรงพยาบาลอย่างน้อย 7-10 วัน
     นพ.สุพจน์ เสริมอีกว่า เฉพาะในส่วนของศูนย์โรคหัวใจโดยการจ่ายยาและวินิจฉัยโรครายได้เฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 10 ล้านบาท หลังจากเปิดศูนย์หัวใจครบวงจรคาดว่ารายได้น่าจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวหรืออยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาท และจากภาพรวมรายได้ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท โดยในช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำและสภาวะปิดสนามบินรวมถึงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่กำลังระบาด มีผลให้ลูกค้าชาวต่างชาติหยุดการเติบโต และทำให้อัตราการเติบโตเป็น 5-10% จากปกติจะอยู่ที่ 10-15% โดยในปี 2552 คาดว่ารายได้รวมน่าจะอยู่ที่ 1,100 ล้านบาท เนื่องจากฐานลูกค้าคนไทยยังมีแน่นเหมือนเดิม ประกอบกับโรคระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทำให้คนเข้ามารักษาในโรงพยาบาลมากขึ้น เนื่องด้วยมาตรฐานราคาตั้งขึ้นมาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ
     “ซึ่งจุดแข็งของศูนย์โรคหัวใจโรงพยาบาลยันฮี นี้อยู่ที่เรื่องของราคาที่เป็นธรรมและคุณภาพ โดยมีราคาถูกกว่าที่อื่น แต่ในเรื่องของราคาถูกนี้ เราก็ไม่ได้มองว่าจะแข่งกับที่อื่น แต่มองว่า นี่คือจุดขายของประเทศไทย เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว เวียดนาม พม่า สิงคโปร์ ลูกค้าจึงเลือกที่จะมาผ่าตัดที่เมืองไทยเนื่องจากค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า การที่จะบอกว่า โรงพยาบาลของเราดีกว่าก็ไม่ได้ เพราะทุกโรงพยาบาลก็ต้องบอกว่าของตัวเองแต่เรากล้าที่จะบอกว่าของเราถูกกว่า โดยสามารถเช็คราคาได้ก่อนที่จะมาทำการรักษา ทั้งนี้ ทางโรงพยาบาล ยังได้มีการสร้างการรับรู้ว่าโรงพยาบาลมีศูนย์การรักษาโรคทั่วไป มากกว่าที่จะเป็นโรงพยาบาลด้านศัลยกรรมตกแต่ง ด้วยการโฆษณาตามสื่อต่างๆ และจัดกิจกรรมเสริมความรู้ให้แก่ประชาชน” นพ. สุพจน์ กล่าวทิ้งท้าย