
“อภิสิทธิ์” ส่งสัญญาณหนุนประกันภัยให้ ชี้คนไทยยังเข้าถึงประกันน้อยแค่ 25% แนะธุรกิจประกันต้องบริหารงานโปร่งใส จ่ายสินไหมเร็ว เป็นธรรม พร้อมไฟเขียวลดภาษีประกัน ด้าน คปภ. ปรับเป้าเติบโตใหม่เพิ่มเป็น 9.6%
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเนื่องในโอกาสงานวันประกันภัยว่า เป็นหลักประกันความเสี่ยง ที่แสดงถึงความมั่นคงของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และบรรเทาความเสียหายอันเกิดจากภัยต่างๆ ซึ่งการประกันภัยในปัจจุบันนับว่ามีการพัฒนาให้สามารถบริการประชาชนที่มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการประกันภัยคุ้มครองรายได้ของเกษตรกร การคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เรือโดยสาร ตลอดจนการประกันภัยต่างๆ เช่น การประกันอัคคีภัย การประกันภัยจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโต
“ทั่วโลกต่างก็ยอมรับว่าอุตสาหกรรม ประกันภัยมีบทบาทที่สำคัญยิ่งในการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้แก่ระบบเศรษฐกิจและสังคม โดยอาศัย คุณประโยชน์ของระบบการประกันภัยเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิต และทรัพย์สินให้แก่สังคม ดังนั้น การประกันในหลายรูปแบบดังกล่าว จะมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้น ในการเข้าไปดูแลประชาชนที่ประสบความเดือดร้อนจากภัยหรือจากความเสี่ยงต่างๆ เพราะรัฐบาลคงไม่สามารถที่จะเข้าไปรับภาระในทุกเรื่องได้ตลอดเวลา เนื่องจากจะเป็นภาระที่สูงเกินไปสำหรับระบบภาษีอากร และระบบงบประมาณ ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องส่งเสริมให้มีระบบประกันในรูปแบบต่างๆ เข้ามาเสริมทางด้านดังกล่าวด้วย”
อภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า เม็ดเงินการลงทุนในธุรกิจประกันภัยที่มีมูลค่า 1 ล้านล้านบาทในปัจจุบันมีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ แต่จำนวนตัวเลขดังกล่าวเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนแล้วยังค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับสังคมหลายสังคม โดยสัดส่วนผู้ถือกรมธรรม์ประกันชีวิตต่อประชากรของประเทศไทยขณะนี้มีเพียง 25% เท่านั้น ดังนั้น จึงต้องเร่งสร้างความรู้ ความเข้าใจให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญ ความจำเป็น และคุณประโยชน์ของการประกันภัย รวมไปถึงการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อธุรกิจประกันภัย
และเพื่อให้สร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนในธุรกิจประกันภัยจึงฝากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องใน 4 แนวทาง คือ
1.ด้านพื้นฐานการจ่ายสินไหมทดแทนที่เป็นธรรม และเที่ยงตรงกับลูกค้า
2.ความเที่ยงตรงและมีธรรมาภิบาลในการดูแลกองทุนเงินของผู้เอาประกัน ที่ต้องนำไปลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง และตอบแทนดี
3.การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เช่น การเข้ารับประกันภาคเกษตรกร กรมธรรม์สำหรับผู้สูงอายุ
4.การดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมาตรฐานโปร่งใสของบริษัทประกัน รวมถึงเสริมความรู้ของประชาชนให้เข้าใจกับการรับประกันภัยให้มากขึ้นด้วย
ด้าน กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ธุรกิจประกันชีวิตในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ มีอัตราเติบโตร้อยละ 16 เบี้ยประกันรับโดยตรง 119,252 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจประกันวินาศภัยมีอัตราขยายตัวเล็กน้อยร้อยละ 0.9 มีเบี้ยประกันรับโดยตรง 53,336 ล้านบาท
“มูลค่าประกันในปัจจุบันคิดเป็น 3.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และน่าจะเพิ่มมูลค่าได้มากกว่านี้ เพราะประกันถือว่าเป็นเรื่องที่ช่วยลดความเสี่ยงที่สำคัญ เพิ่มความมั่นใจให้กับประชาชนและที่สำคัญเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ”
จันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา คปภ.ได้ประเมินการเติบโตของภาคธุรกิจประกันภัยว่าน่าจะมีอัตราการเติบโต 6.9% โดยธุรกิจประกันชีวิตเติบโต 7.54% ส่วนธุรกิจประกันวินาศภัยเติบโต 5.6% เบี้ยรวม 112,154 ล้านบาท
แต่เนื่องจากแนวโน้มที่ประชาชนหันมาทำประกันภัยรูปแบบต่างๆ มากขึ้น ทำให้ คปภ.ปรับอัตราเติบโตของธุรกิจประกันใหม่มาอยู่ที่ 9.6% โดยจะมีเบี้ยประกันรับโดยตรงอยู่ที่ประมาณ 361,100 ล้านบาท แยกเป็นการประกันชีวิต 10.3% ประมาณเบี้ยประกันรับโดยตรงไว้ที่ 246,300 ล้านบาท ส่วนประกันวินาศภัยคาดว่าน่าจะเติบโตได้ถึง 8% ซึ่งจะส่งผลให้มีเบี้ยประกันรับโดยตรง 114,800 ล้านบาท
จันทรา กล่าวด้วยว่า คปภ.มีการกระตุ้นให้ประชาชนหันมาทำประกันชีวิตมากขึ้น ผ่านรูปแบบของกรมธรรม์ร่วมลงทุนที่เปิดโอกาสให้ผู้ทำประกันนำเงินที่ทำประกันไปลงทุน อาทิ พันธบัตร จะเปิดโอกาสให้นำเบี้ยประกันไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีแรก และขอให้มีการเพิ่มค่าลดหย่อนสำหรับกรมธรรม์บำนาญของผู้เกษียณอายุและทำประกันชีวิต ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการประชุมหารือกับกรมสรรพากร